วันศุกร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2568

การจัดประสบการณ์โดยใช้นวัตกรรมทางการศึกษา

 

การจัดประสบการณ์โดยใช้นวัตกรรมทางการศึกษา












ทะเบียนคุมชิ้นงาน

 

ทะเบียนคุมชิ้นงาน

วัน/เดือน/ปี

รายงานการส่ง

การปรับปรุง/ผลงานที่ชอบ

19 ..68

งานชิ้นที่ 1 แบบฝึกหัดหน่วยที่1

 

20..68

งานชิ้นที่2 การสังเกตพฤติกรรมเด็ก

 

20 ..68

งานชิ้นที่3 การสัมภาษณ์

 

20 ..68

งานชิ้นที่4 การเขียนบันทึกเกี่ยวกับตัวเด็ก

 

20 ..68

งานชิ้นที่5 การใช้แบบประเมินผลพัฒนาการ

 

20 ..68

งานชิ้นที่6 การเขียนบันทึก

 

20 ..68

งานชิ้นที่7 การทำสังคมมิติ

 

20 ..68

งานชิ้นที่8 การใช้แบบทดสอบ

 

20 ..68

งานชิ้นที่9 แฟ้มสสะสมผลงาน

 

20 ..68

งานชิ้นที่10 การใช้สารนิทัศน์เพื่อประเมินเด็กปฐมวัย

 

20 ..68

งานชิ้นที่11 การออกฝึกปฏิบัติงานวิชาชีพระหว่างเรียน 3

ชื่นชอบกิจกรรมนี้เนื่องจากได้เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่มของเด็กๆสามารถสังดเกตพฤติกรรมได้จากการทำกิจกรรม

20 ..68

งานชิ้นที่12 เนื้อหาการ Present ด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

ปรับปรุงเนื้อหาที่ไม่ตรงประเด็น และเรียงความสำคัญใหม่

20 ..68

งานชิ้นที่13 ประวัตินักศึกษา

 

6 มี..68

งานชิ้นที่14 สรุปผลพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน

 

6 มี..68

งานชิ้นที่15 การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมิน

 

6 มี..68

งานชิ้นที่16 แบบประเมินแฟ้มสะสมผลงาน

 

วันพฤหัสบดีที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2568

แบบประเมินแฟ้มสะสมผลงาน










 






สรุปการประเมินและส่งเสริมพฤติกรรม 4 ด้าน

 

สรุปการประเมินและส่งเสริมพฤติกรรม 4 ด้าน

 การประเมินและส่งเสริมพฤติกรรมด้านร่างกาย         

  ความหมาย

    การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกาย หมายถึง กระบวนการต่าง ๆ ที่ใช้เครื่องมือที่หลากหลายเก็บรวบรวมข้อมูลส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อเป็นข้อมูลในการประกอบการพิจารณาตัดสินคุณลักษณะพฤติกรรมด้านร่างกาย

    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกาย หมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยมีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ กล้ามเนื้อมักเล็กและประสานสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลาย รวมไปถึงสุขนิสัยที่ดี

 ความสำคัญ

    การประเมินช่วยให้เข้าใจลักษณะพฤติกรรมการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่าง ๆของร่างกาย ช่วยให้สามารถวางแผนการจัดกิจกรรมและการตัดสินใจในเรื่องที่มีผลต่อเด็กได้อย่างถูกต้อง

 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์

    1. พัฒนาการด้านร่างกาย

        1.1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวันและมีสุขภาพดี

        1.2 ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน

    2. ใช้อวัยวะของร่างกายได้ประสานสัมพันธ์กัน

        2.1 ใช้กล้ามเนื้อใหญ่ได้เหมาะสมกับวัย

        2.2 ใช้กล้ามเนื้อเล็กและประสานสัมพันธ์ มือ-ตา ได้เหมาะสมกับวัย

 การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี

    1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ

    2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน

    3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม่ำเสมอ ต่อเนื่องตลอดปี

    4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจำวัน ด้วยเครื่องมือแล้ววิธีการที่หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ

    5. สรุปผลการประเมิน จัดทำข้อมูลและผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก

        สำหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมกับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การบันทึกพฤติกรรม การสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ผู้เรียนอย่างเป็นระบบ

 ขอบข่ายของพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ควรได้รับการประเมิน 3 ด้าน ดังนี้

    1. พฤติกรรด้านการใช้กล้ามเนื้อใหญ่

    2. พฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์

    3. พฤติกรรมด้านสุขนิสัย

การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย

    ในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ที่จำให้ได้ผลอย่างแท้จริง ควรเริ่มตั้งแต่แรกเกิด อย่างต่อเนื่องต่อไปจนตลอดชีวิต เพียงแต่เป้าหมายในการพัฒนามีความแตกต่างกัน จึงเป็นหน้าที่ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเริ่มจากพ่อแม่ผู้ปกครอง

    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการใช้กล้ามเนื้อเล็กมีหลากหลายแนวทางที่เหมาะสมกับเด็ก เช่น การให้เด็กเล่นเกมที่ต้องใช้มือและนิ้วมือ การหาสื่ออุปกรณ์ให้เด็กปั้น ขีดเขียน ตามความถนัดและความสนใจของเด็ก

เพิ่มเติม

    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัยเป็นสิ่งสำคัญต่อพัฒนาการทั้งทางร่างกาย อารมณ์ และสติปัญญา เด็กในช่วงวัยนี้ต้องการการส่งเสริมให้มีพฤติกรรมที่ดีต่อสุขภาพและการเคลื่อนไหวอย่างเหมาะสม ซึ่งสามารถทำได้ผ่านวิธีการต่าง ๆ ดังนี้

    1. การส่งเสริมสุขนิสัยที่ดี

         • ฝึกให้เด็กล้างมือก่อนและหลังรับประทานอาหาร

         • สอนให้เด็กรู้จักแปรงฟันอย่างถูกวิธีและสม่ำเสมอ

         • ปลูกฝังการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ผัก ผลไม้ และหลีกเลี่ยงขนมหวานหรืออาหารที่มีน้ำตาลสูง

         • ฝึกให้เด็กพักผ่อนเพียงพอ โดยกำหนดเวลานอนที่เหมาะสม

    2. การพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก

         • จัดกิจกรรมที่ช่วยพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ เช่น วิ่งเล่น กระโดดเชือก ปีนป่าย ขี่จักรยาน

         • ส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก เช่น วาดภาพ ปั้นดินน้ำมัน ต่อบล็อกไม้ หรือจับดินสอเขียนหนังสือ

    3. การส่งเสริมการออกกำลังกายและการเคลื่อนไหว

         • จัดกิจกรรมเคลื่อนไหวตามจังหวะ เช่น การเต้นตามเพลง การเล่นเกมที่ใช้การเคลื่อนไหว

         • กระตุ้นให้เด็กออกกำลังกายเป็นประจำ เช่น การเดิน วิ่ง หรือเล่นกลางแจ้ง

         • ลดการใช้หน้าจอ (โทรศัพท์ ทีวี แท็บเล็ต) และกระตุ้นให้เด็กมีกิจกรรมที่ต้องขยับร่างกาย

    4. การปลูกฝังพฤติกรรมสุขภาพผ่านการเล่น

         • ใช้เกมหรือของเล่นเป็นสื่อในการสอน เช่น เล่นบทบาทสมมติเรื่องหมอฟันเพื่อให้เด็กรู้จักการดูแลสุขภาพช่องปาก

         • ใช้เพลง นิทาน หรือการ์ตูนที่สอดแทรกแนวคิดเกี่ยวกับสุขภาพและพฤติกรรมที่ดี

         • จัดกิจกรรมกลุ่มที่ช่วยให้เด็กเรียนรู้เรื่องสุขภาพไปพร้อมกับการเล่นสนุก

    กระทรวงสาธารณสุข. (2562). คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย. สำนักส่งเสริมสุขภาพ.

การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ

ความหมาย

    การประเมิน หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กที่แสดงถึงสภาวะของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งสุขภาพ ความสามารถ พฤติกรรม ความรู้ ความต้องการ ความตั้งใจ ความสนใจของเด็ก และสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ

    การสร้างเสริม คือ การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสมต่อเด็ก ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ ให้เติบโตขึ้นอย่ามีประสิทธิภาพ

ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ

    1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น

    2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์

    3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย

แนวทางการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ

    1. การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่าง ๆ

    2. การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด

    3. การสัมภาษณ์โดยใช้อบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้าง และไม่มีโครงสร้าง

    4. การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็กโดยรวบรวมไว้ในแฟ้ม

สะสมผลงาน

    5. การประเมินการเจริญเติบโตโดยใช้เครื่องมือที่ตรงกับสิ่งที่อยากจะวัด

การประเมินพฤติกรรม

    1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น

        การรับรู้อารมณ์ตนเองเป็นการเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของงตนที่ตรงกับ สถานการณ์ต่างๆ และแสดงออกด้วยสีหน้าท่าทาง และการกระทำเพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความรู้สึกนั้นๆ ลักษณะทางอารมณ์ของเด็กปฐมวัยเกิดขึ้นตามธรรมชาติของเด็กทุกคนและเกิดจากการได้รับการตอบสนองในสภาพแวดล้อม

    2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์

        การประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัยควรประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน โดยสังเกตว่าขณะที่เด็กทำกิจกรรมหรือมาจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู็สึกและอารมณ์ต่างๆ เด็กมีการแสดงออกอย่างไรเหมาะสมหรือไม่ และเมือเหตุการณ์ที่่ขณะอยู่ร่วมกับผู็อื่นเด็กมีการแสดงออกและมีการควบคุมอารมณ์อย่างไร

    3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย

        คุณลักษณะคุณธรรมจริยธรรม มี 4 ด้าน

        1. ด้านกาย คือ การดูแลตนเองโดยไม่เบียดเบียนตนเองและสิ่งแวดล้อม

        2. ด้านสังคม คือ การมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม

        3. ด้านจิตใจ คือ การมีสมรรถภาพ ทางจิตดีมีสุขภาพจิตดีและมีคุณภาพที่ดี

        4. ด้านปัญญา คือ การีมความรู้ความเข้าใจในเหตุผล เห็ฯคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้

    สำหรับพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรม เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเองและความผิดชอบชั่วดี ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักการปฏิบัติตนเป็นคนดีและนำพาสังคมไปสุ่ความดีงาม การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู็สึกของตนเองและผู้อื่น

การสร้างเสริมพฤติกรรม

    1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
  การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ การแสดงออกที่เหมาะสมของผู้เลี้ยงดูเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างการตอบโต้ปฏิกิริยาทางอารมณ์โดยเฉพาะพฤติกรรมในทางบวกและการปฏิบัติกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ

    2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์

        หลักการสร้างเสริม

        1. การเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกทางอารมณ์

        2. การสอนโดยตรงพร้อมกับอธิบายเหตุผล

        3. การเสริมแรงบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสมและพฤติกรรมการควบคุมอารมณ์

        4. การปฏิบัติโต้ตอบหรือสะท้อนการแสดงพฤตืกรรมต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ

    3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย

        การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมมีหลักการสร้างเสริมเช่นเดียวกันกับสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมการสอนโดนตรงการให้การเสริมแรงทางบวกการสนับสนุนให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ

เพิ่มเติม

    การประเมินพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจเป็นเครื่องมือสำคัญในการทำความเข้าใจสุขภาพจิตของบุคคล โดยอาศัยวิธีการต่างๆ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ และแบบทดสอบทางจิตวิทยา ผลการประเมินสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเอง การให้คำปรึกษา และการเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดีขึ้น

    การเสริมสร้างพฤติกรรมด้านอารมณ์และจิตใจเป็นสิ่งสำคัญต่อสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิต การตระหนักรู้และควบคุมอารมณ์ตนเองได้ดีจะช่วยให้สามารถรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังคม ซึ่งนำไปสู่ชีวิตที่มีความสุขและสมดุล

กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2564). แนวทางส่งเสริมสุขภาพจิตและความฉลาดทางอารมณ์ 

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม

ความหมาย

    การประเมิน หมายถึง การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น และทักษะการปรับตัวอยู่ในสังคม ที่ปรากฎในแต่ละช่วงอายุ เพื่อนำผลมาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็ก

    การสร้างเสริม หมายถึง การนำผลจากการประเมินมาสู่การตัดสินใจ จัดประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กในแต่ละช่วง ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาทางสังคมในวัยต่อไป

วิธีการที่ใช้ในการประเมิน

    1. การสังเกตและการบันทึก เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้

    2. การสนทนา เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถ

    3. การสัมภาษณ์

    4. การรวบรวมผลงาน

    5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก

การประเมิน

    1. ด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย

        วิธีการประเมิน

        1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน

        2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่กิจกรรมง่ายๆ และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้น และห่างจากตัวออกไป เพื่อให้เกิดการยั่วยุ ท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ

        3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย 

        4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง 

    2. ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย

        ความเป็นมิตร คือ แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น ความเป็นมิตรของเด็ก เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ

        เครื่องมือประเมิน

        1. แบบันทึกพฤติกรรม

        2. แบบบันทึกคำพูด

        3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร

    3. ด้านสังคมทางบวกของเด็กปฐมวัย

        วิธีการประเมิน

        1. การให้ความร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆในบ้านในฐษนะเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน การช่วยตนเอง การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง

        2. การสอนโดยตรงให้มีพฤติกรรมการปรับตัวทางสังคมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครัวเรือนและสังคมภายนอก

        3. การให้เล่นกับผู้อื่นทั้งเด็กโต และเด็กเล็ก

การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัย

      พัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยในช่วงเริ่มต้นวัยเด็กยังมีความสัมพันธ์เฉพาะกับคนในครอบครัว และยังยึดติดตัวเองเป็นศูนย์กลาง แต่เมื่อเข้าสู่วัย 3-4 ขวบ เด็กเริ่มมีความสัมพันธ์กับคนภายนอกการเลี้ยงดูที่ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคมของเด็กปฐมวัยพ่อแม่ควรคำนึงถึงสิ่งต่างๆดังนี้

1.การเล่น

การทำกิจกรรมต่างๆช่วยพัฒนาการทางด้านสังคม เพราะการเล่นทำให้เด็กได้มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น ช่วยให้มีโอกาสฝึกวิธีเข้าสังคมเรียนรู้การที่จะอยู่ร่วมกับผู้อื่น นอกจากนั้นถ้าพ่อแม่ได้สังเกตขณะที่เด็กกำลังเล่นหรือทำกิจกรรม พ่อแม่จะสังเกตเห็นว่าเด็กจะเรียนรู้การรอคอย การเล่นเรียนรู้วิธีเล่นกับผู้อื่น เรียนรู้การแบ่งปันของเล่นให้เพื่อนในกลุ่มที่เล่นอยู่ด้วยกัน การแลกเปลี่ยนของเล่น ผลัดเปลี่ยนกันเล่นบ้าง บางครั้งก็เป็นผู้นำในการเล่นเครื่องเล่นหรือของเล่นต่างๆ บางครั้งก็เป็นผู้ตามที่ดี อีกทั้งยังรู้จักรักษากติกาการเล่น รู้จักแพ้ชนะ ซึ่งเท่ากับเป็นการเตรียมให้เด็กวัยนี้รู้จักปรับตัวในสังคมได้ดีเมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่

 

2.การพาเด็กไปเที่ยวพบญาติพี่น้อง

ทำให้เด็กได้รู้จักสังคมนอกบ้าน ได้เรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เช่น พาไปเที่ยวสวนสัตว์ ขณะที่เดินดูตามกรงสัตว์ เด็กจะเห็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ด้วยกัน การแบ่งปันอาหารกัน ขณะเดียวกันพ่อแม่ได้พูดคุยสอนเด็กถึงการอยู่ร่วมกันของสัตว์ การพึ่งพาอาศัยกัน การแบ่งปัน การเสียสละ ซึ่งเด็กจะได้เห็นด้วยตนเองเป็นการศึกษาจากของจริงเด็กจะค่อยๆเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน การอาศัยซึ่งกันและกัน การแบ่งปัน เป็นการส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคมของเด็ก 

3.การพาเด็กไปพบญาติพี่น้อง

ลูกหลานๆ ในวัยเดียวกันหรือพ่อแม่พาไปบ้านเพื่อน ของพ่อแม่ที่มีลูกอยู่ในวัยเดียวกัน ให้เด็กๆได้อยู่ร่วมกันเพื่อเป็นการฝึกให้รู้จักอยู่ร่วมกับผู้อื่น รู้จักปรับตัวให้เข้ากับผู้อื่น เพื่อเป็นการปูพื้นฐานในการเข้าสังคม และอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขในวัยต่อมา

 

การส่งเสริมพัฒนาการทางด้านสังคม สำหรับเด็กปฐมวัยเริ่มจากครอบครัวให้เด็กได้เล่น หรือ ทำกิจกรรมต่างๆกับผู้อื่น พาเด็กไปเที่ยวให้เด็กรู้จักสังคมนอกบ้าน พาเด็กไปพบญาติพี่น้อง ให้เด็กได้อยู่ร่วมกับเพื่อน เพื่อให้เด็กรู้จักการปรับตัวเข้ากับบุคคลอื่นและอยู่ร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างมีความสุข

 

ที่มา : https://www.brainkiddy.com

การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา

ความหมาย

    การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการศึกษาความสามารถ ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย พฤติกรรมด้านการคิด การใช้ภาษา จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำผลมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ก้าวหน้าเหมาะสมกับวัย ตลอดจนนำมาพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก (พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)

    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทักษะทางสติปัญญา เช่น ความสามารถในการคิด วิเคราะห์การแก้ปัญหา ความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เหตุผล ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางปัญญาที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันและการศึกษาต่อไปในอนาคต (สุภาวดี ศิิริลักษณ์, 2563)

ขอบข่ายในการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาตามหลักสูตรปฐมวัย 2560

    1.ความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา

        • สังเกตว่าเด็กสามารถเชื่อมโยงความคิด แก้ไขปัญหาง่าย ๆ และทดลองวิธีแก้ปัญหาได้หรือไม่

        • เช่น การเรียงลำดับภาพ การต่อบล็อก หรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ

    2. ความสามารถในการใช้เหตุผลและเชื่อมโยงความรู้

        • การแสดงออกถึงความเข้าใจในเหตุและผล เช่น รู้ว่าฝนตกเพราะมีเมฆมาก

        • การจัดกลุ่มสิ่งของตามลักษณะที่เหมือนกัน เช่น สี รูปร่าง หรือขนาด

    3. ทักษะการคิดสร้างสรรค์

        • สังเกตว่าเด็กสามารถใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ การเล่นบทบาทสมมติ หรือคิดวิธีการใหม่ ๆ ในการเล่นได้หรือไม่

    4. ความสามารถทางภาษาและการสื่อสาร

        • การฟังและทำความเข้าใจคำสั่ง

        • การพูดสื่อสารได้ชัดเจน และการเล่าเรื่องสั้น ๆ  (กระทรวงศึกษาธิการ, 2560

    วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

        1.การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน

        2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกต   พฤติกรรมการคิดของด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวัน

        3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและ

ผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก

        4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก

ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)

    การสร้างเสริมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย

        1. สร้างความเข้มแข็งกับครอบครัวให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย โดยการให้ความรู้และฝึกอบรม

        2. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย

        3. การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย ควรอยู่บนพื้นฐานที่ว่า สมองเด็ก ทุกคนสามารถพัฒนาการคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง

        4. ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้อย่างมีความสุข

        5. จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้โอกาสผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง

    วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

        1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น

        2. การศึกษาผลงานทางภาษา ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้

        3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย

        4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)

   การส้รางเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย

        1.การพูดคุยและการสนทนา: พ่อแม่หรือครูควร พูดคุยกับเด็กอย่างสม่ำเสมอในกิจกรรมต่างๆเช่น การถาม-ตอบคำถามง่ายๆ หรือการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสนใจ เช่น สัตว์, สี, รูปร่าง

        2.การอ่านหนังสือและการเล่านิทาน: การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้เด็กฟังเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา โดยสามารถเลือกหนังสือที่มีภาพสีสันสดใสและเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยเด็ก

        3.การใช้เกมและกิจกรรมที่สนุก: เกมที่เกี่ยวข้อง กับการพูด เช่น เกมจับคู่คำ, เกมตั้งคำถามหรือการเล่นบทบาทสมมติ

        4.การกระตุ้นการพูดด้วยคำถาม: การถามคำถามเปิดกว้าง เช่น "วันนี้คุณทำอะไร?" หรือ "คุณ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น?" จะช่วยกระตุ้นให้เด็กตอบและใช้คำพูดมากขึ้น

    วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

        1. การใช้แบบทดสอบ แบบทดสอบสำหรับการประเมินจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยเป็นวิธีการที่ผู้ประเมินมีเป้าหมายเฉพาะและมีการสร้างแบบทดสอบที่มีมาตรฐานโดยผ่านกระบวนการหาคุณภาพของแบบทดสอบ

        2. การสังเกต เป็นวิธีการที่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเด่นชัดเป็นวิธีการที่ง่าย สะดวก และไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ประเมิน ซึ่งสามารถทำการประเมินได้บ่อยครั้งอย่างต่อเนื่อง

        3. การประเมินจากผลงาน ผลงานของเด็กที่สามารถนำมาใช้สำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)

    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์

    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-6 ปี เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาโดยสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ดังนี้

1. การเล่นเสริมจินตนาการ 

2. การวาดภาพและศิลปะ 

3. การเล่านิทานและการฟังนิทาน 

4. การเล่นกับธรรมชาติ

5. การใช้เพลงและดนตรี

6. การตั้งคำถามและกระตุ้นการคิด (Amabile, T. M. , Piaget, J.)

การจัดประสบการณ์โดยใช้นวัตกรรมทางการศึกษา

  การจัดประสบการณ์โดยใช้นวัตกรรมทางการศึกษา